วิ่ง หุ่นเริ่มลีนแต่ทำไมหน้าเหี่ยว ไม่สดใส (sunken cheeks)

โปรแกรมยกกระชับ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ วิ่งทุกเช้าและเย็น น้ำหนักลด หุ่นดูลีนขึ้น เพื่อนชมว่าผอมลง แต่พอมองหน้าในกระจกกลับรู้สึกว่า “หน้าแก่ลง” โหนกแก้มแฟบ ร่องแก้มลึกขึ้น ผิวหน้าดูหมองและหย่อนคล้อยกว่าเดิม เป็นเพราะอะไรและแก้ไขยังไงดี

เราเรียกภาวะนี้ว่า Runner’s Face หรือ ภาวะที่ใบหน้าดูแก่ลง หย่อนคล้อย และสูญเสียความอิ่มเต็ม ซึ่งพบบ่อยในนักวิ่งระยะยาว หรือคนที่ออกกำลังกาย Cardio หนักเป็นประจำ เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน

ทำไมวิ่งแล้วหน้าเหี่ยว

สาเหตุที่ทำให้หน้าแก่ไว

1. สูญเสียไขมันบริเวณใบหน้าอย่างรวดเร็วที่กว่าส่วนอื่น

ร่างกายเผาผลาญไขมันแบบ Systemic คือ ดึงไขมันจากทุกส่วนของร่างกายพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะส่วน ไขมันบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะไขมันโหนกแก้ม และบริเวณขมับ เป็นส่วนที่ลดลงเร็วและเห็นชัดมากเมื่อน้ำหนักตัวลดลง ทำให้ใบหน้าดูผอม โหนกกระดูกยื่นและร่องใต้ตาลึกขึ้น

2. Collagen และ Elastin เสื่อมสลายเร็วขึ้นจาก Free Radicals

การออกกำลังกายหนักจะกระตุ้นการผลิต Reactive Oxygen Species (ROS) หรืออนุมูลอิสระในร่างกาย ถ้าร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ Collagen และ Elastin ในผิวหน้าจะเสื่อมสลายเร็วขึ้น ผิวจึงเริ่มหย่อนและขาดความยืดหยุ่น ก่อนวัย

3. แรงโน้มท่วงและการกระแทกซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานจากการเคลื่อนไหว

ระหว่างวิ่ง ใบหน้าถูกแรงกระแทกและแรงโน้มถ่วงซ้ำๆ หลายพันครั้งต่อการวิ่งหนึ่งครั้ง เนื้อเยื่อและเอ็นยึดใต้ผิวหน้าที่ยึดผิวหนังกับโครงกระดูกจะค่อยๆ ยืดและหย่อนลงตามเวลา โดยเฉพาะบริเวณแก้ม ขากรรไกร และใต้คาง

4. ภาวะขาดน้ำเรื้อรัง

นักวิ่งหลายคนเสียเหงื่อมาก ดื่มน้ำไม่เพียงพอ จึงเกิดภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นน้อยลง และดูหมองคล้ำ Hyaluronic Acid ที่อยู่ในชั้นผิวตามธรรมชาติ จะทำงานได้ดีต่อเมื่อร่างกายมีน้ำเพียงพอ

5. Cortisol และฮอร์โมนความเครียดจากการวิ่งหนักเกินไป

การวิ่งมากเกินขีดความสามารถของร่างกาย (Overtraining) กระตุ้นฮอร์โมน Cortisol สูง Cortisol สูงเรื้อรัง ทำให้สลาย Collagen โดยตรง กดภูมิคุ้มกัน และทำให้การฟื้นฟูเซลล์ผิวทำงานได้ไม่เต็มที่

6. ผิวหนังสัมผัสแสง UV สะสม

นักวิ่งกลางแจ้งได้รับ UV สะสมมากกว่าคนทั่วไป

  • UV-A ทำลาย Collagen ใต้ผิวหนังในระดับลึก
  • UV-B ทำให้ผิวไหม้และเกิด Hyperpigmentation

ชั้นผิวหนาขึ้น หมองคล้ำและเกิดริ้วรอยก่อนวัย

หน้าตอบ ผิวเหี่ยว บำรุงด้วย Moisturizer ไม่เพียงพอ

ปัญหาของ Runner’s Face คือ การสูญเสีย Volume ในชั้นไขมัน และเนื้อเยื่อใต้ผิว ไม่ใช่แค่ผิวแห้ง ต่อให้ใชืครีมบำรุงผิวดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถเติมเต็มในส่วนที่หายไปได้ การดูแลผิวภายนอกอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์สำหรับปัญหานี้

กระดูกฝ่อ ต้นเหตุความหย่อนคล้อย

การวิ่งเพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูมีสีสันและ Glow ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หากไม่ป้องกันและฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ผลเสียจากการสูญเสีย Volume และ Collagen ให้ผลลัพธ์เชิงลบต่อผิวหนัง

คนที่วิ่งมา 5–10 ปีโดยไม่ดูแลผิวหน้าเลย มักเห็นผิวเหี่ยว โทรมกว่า เมื่อเทียบกับคนอายุเดียวกันที่ไม่วิ่ง

ใต้ผิวหนังชั้นไขมันมีชั้นเนื้อเยื่อที่เรียกว่า SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นที่ยึดโครงสร้างใบหน้าทั้งหมดไว้ เมื่อ SMAS หย่อนลงตามอายุและปัจจัยเร่งอย่างการวิ่ง การยกกระชับที่ได้ผลจริงต้องทำงานในระดับชั้นนี้ โปรแกรมยกกระชับอย่าง โปรแกรม Ulthera และ โปรแกรม Ultraformer III จึงพัฒนามาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

โปรแกรม Ulthera ยกกระชับผิวหย่อนคล้อย

ulthera-prime-pro

โปรแกรม Ulthera เทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องแรกในหมวด Non-Invasive Lifting ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (HIFU — High-Intensity Focused Ultrasound) ส่งพลังงานลงไปถึงชั้น SMASโดยตรง ที่ความลึก 4.5 มม. โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน

  • มีระบบ DeepSEE Imaging ที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างใต้ผิวหนังก่อนรักษา ลดความเสี่ยงและเพิ่มความแม่นยำ
  • กระตุ้นการสร้าง Collagen ชนิดใหม่ (Neocollagenesis) ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ดีขึ้นต่อเนื่องนาน 3–6 เดือน
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1–2 ปีขึ้นอยู่กับอายุและสภาพผิว
  • เหมาะกับบริเวณคอ คาง และใต้คางเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นจุดที่นักวิ่งมักมีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย หน้าเหี่ยว

ความแตกต่างระหว่างโปรแกรม Ultraformer III กับโปรแกรม Ulthera

คุณสมบัติโปรแกรม Ultheraโปรแกรม Ultraformer III
เทคโนโลยีHIFU + DeepSEE ImagingHIFU (Micro + Macro Focused)
ความลึกที่รักษาได้1.5 / 3.0 / 4.5 มม.1.5 / 2.0 / 3.0 / 4.5 / 6.0 มม.
จุดเด่นมี Real-time Imagingความเร็วสูง ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า
ความเจ็บปวดปานกลาง-สูงปานกลาง (ปรับได้มากกว่า)
ความถี่การทำ1 ครั้ง/ปี1–2 ครั้ง/ปี
ราคาสูงกว่าเข้าถึงได้กว่า

โปรแกรม Ultraformer III เหมาะกับ ปัญหาไหน

volnewmer-vs-ultraformer
  • ต้องการ โปรแกรมยกกระชับ ที่ทำได้บ่อยกว่าและครอบคลุมทั้งใบหน้าและลำคอ
  • มีปัญหาทั้งผิวหย่อนและ Volume Loss พร้อมกัน เพราะ Ultraformer III สามารถทำงานในหลายระดับความลึกในครั้งเดียว

โปรแกรม Oligio X

Oligio-X-pro

โปรแกรม Oligio X เทคโนโลยีที่ใช้คลื่น Monopolar Radiofrequency (RF) ความถี่สูง ซึ่งทำงานต่างจาก HIFU โดยสิ้นเชิง แทนที่จะส่งพลังงานแบบจุดเฉพาะ RF กระจายความร้อนในชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อแบบสม่ำเสมอ กระตุ้นทั้ง Collagen และ Elastin พร้อมกัน

  • แก้ปัญหา ผิวหมองคล้ำและขาดความยืดหยุ่น ได้ดีกว่า HIFU เพราะทำงานในชั้นผิวที่ตื้นกว่า
  • ให้ความรู้สึก “ผิวตึง กระชับ สดใส” เห็นผลเร็วกว่า Ulthera และ Ultraformer III
  • เหมาะเป็น Maintenance Treatment ระหว่างรอบการทำ HIFU
  • Downtime น้อยมาก สามารถกลับไปวิ่งได้วันถัดไป

โปรแกรม Oligio X ผลลัพธ์จาก RF ไม่ได้ “ยก” โครงสร้างได้ลึกเท่า HIFU แต่ให้ผิวคุณภาพดีขึ้น การใช้โปรแกรม Oligio X ร่วมกับโปรแกรม Ultraformer III หรือโปรแกรม Ulthera ในการดูแลปัญหา ให้ผลลัพธ์ที่ดียาวนาน

oligio x

นัดหมายแพทย์ประเมิน Facial Volume Loss ระดับความหย่อนของผิว  คุณภาพผิว และ Lifestyle เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสม

oligio x รีวิว

The Clover Clinic แพทย์ประเมินจากปัญหา ดูแลอย่างใส่ใจ ไม่ยัดเยียดคอร์ส

โปรแกรมยกระชับ สำหรับนักวิ่งที่มีปัญหาหน้าเหี่ยว ไม่สดใส

  • เดือนที่ 1 โปรแกรม Ultraformer III หรือ โปรแกรม Ulthera เพื่อยกโครงสร้าง SMAS
  • เดือนที่ 2–3 โปรแกรม Oligio X เพื่อปรับคุณภาพผิวและกระตุ้น Collagen ในชั้นตื้น

ฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ควบคู่กับการดูแลพื้นฐานอย่างกันแดดและการรับประทานอาหาร นักวิ่งทุกคนสามารถมีทั้งหุ่นลีนและหน้าที่ดูสดใส อ่อนเยาว์ได้พร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

Runner’s Face เกิดขึ้นกับทุกคนที่วิ่งไหม

ไม่ใช่ทุกคน แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในคนที่วิ่งระยะยาว ติดต่อกันเป็นระยะยเวลานานหลายปี การวิ่งกลางแจ้งโดยไม่ใช้กันแดด ผู้มีอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนักลดลงเร็วในช่วงเวลาสั้น

ป้องกันเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่หน้าจะเหี่ยวก่อนวัยก็น้อยลงเท่านั้น

โปรแกรม Ulthera กับโปรแกรม Ultraformer III ต่างกันอย่างไร

ทั้งสองโปรแกรมใช้เทคโนโลยี HIFU เหมือนกัน แต่

  • โปรแกรม Ulthera มีจุดเด่นที่ระบบ DeepSEE Imaging ที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างใต้ผิวก่อนรักษา เหมาะกับคนที่ต้องการความแม่นยำสูงสุดและยอมรับราคาที่สูงกว่าได้
  • โปรแกรม Ultraformer III มีความยืดหยุ่นมากกว่าในแง่ระดับความลึกที่รักษาได้ ครอบคลุมพื้นที่ได้เร็วกว่า และราคาเข้าถึงได้มากกว่า 

โปรแกรมยกกระชับที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพผิวของแต่ละคน

The Clover Clinic แพทย์ประเมินจากปัญหา ดูแลอย่างใส่ใจ ไม่ยัดเยียดคอร์ส

โปรแกรม Oligio X ต่างจาก โปรแกรม Ulthera และโปรแกรม Ultraformer III อย่างไร

โปรแกรม Oligio X ใช้คลื่น Monopolar Radiofrequency (RF) ซึ่งทำงานต่างจาก HIFU แทนที่จะส่งพลังงานแบบจุดลึก RF จะกระจายความร้อนในชั้นผิวอย่างสม่ำเสมอ กระตุ้นทั้ง Collagen และ Elastin ผลลัพธ์คือผิวดูตึง กระชับ และสดใสขึ้นเร็วกว่า เหมาะใช้เป็น Maintenance Treatment ระหว่างรอบ HIFU หรือทำร่วมกันในโปรแกรมเดียวกันเพื่อผลลัพธ์ที่ครบมิติ

โปรแกรมยกกระชับต้องทำบ่อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิว โดยทั่วไปโปรแกรม Ulthera และ โปรแกรมUltraformer III ควรทำปีละ 1–2 ครั้ง ส่วนโปรแกรม Oligio X สามารถทำถี่กว่าได้ทุก 2–3 เดือน

โปรแกรมยกกระชับ วางแผนและประเมินโดยแพทย์ ให้เหมาะกับอายุ ระดับความหย่อน และ Lifestyle ของแต่ละคน

หลังทำโปรแกรม Ulthera หรือโปรแกรม Ultraformer III แล้วหยุดวิ่งไหม

ไม่จำเป็นต้องหยุดวิ่ง เพียงหลีกเลี่ยงการวิ่งกลางแจ้งในช่วง 2–3 วันแรกหลังทำ เพราะผิวอาจบวมหรือไวต่อความร้อนมากกว่าปกติ หลังจากนั้นกลับมาวิ่งได้ตามปกติ

ควรใช้ครีมกันแดด SPF 50+ ทุกครั้ง เพราะผิวที่เพิ่ง Stimulate Collagen มาใหม่ยิ่งต้องการการปกป้องจาก UV มากกว่าเดิม

นักวิ่งอายุเท่าไหร่ควรเริ่มคิดถึงโปรแกรมยกกระชับ

คนที่วิ่งสม่ำเสมอ และเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า เช่น ร่องแก้มลึกขึ้น โหนกแก้มแฟบ หรือผิวใต้คางเริ่มหย่อน ในช่วงอายุ 28–35 ปี คือ จังหวะที่ดีในการเริ่มต้น เพราะ Collagen ยังมีพื้นฐานที่ดีพอให้ตอบสนองต่อการกระตุ้น ยิ่งเริ่มช้า โครงสร้างที่หย่อนลงแล้วจะต้องใช้พลังงานการรักษามากขึ้นเพื่อผลลัพธ์ระดับเดียวกัน

ดูแลผิวเองที่บ้านช่วยป้องกัน Runner’s Face ได้ไหม

ช่วยได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการชะลอการเสื่อมสลายของ Collagen และลดผลจาก UV 

  • ใช้ครีมกันแดด SPF 50+ ทุกครั้งก่อนวิ่ง
  • ใช้ Retinol หรือ Retinoid ในช่วงกลางคืนเพื่อกระตุ้น Collagen
  • บำรุงผิวด้วย Vitamin C Serum เพื่อต้านอนุมูลอิสระ ในตอนเช้า
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การดูแลจากภายนอกไม่สามารถฟื้นฟู Volume ที่สูญเสียไปหรือยก SMAS Layer ได้ สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้างควรปรึกษาแพทย์

หมอเจี๊ยบ The Clover Clinic

พญ.ศิริทิพย์ สุนทรัช

Medical Director of The Clover Clinic American Board Anti-Aging & Laser Surgery แพทย์ประสบการณ์เฉพาะทางด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย “ออกแบบความสวย ด้วยความใส่ใจ”

หมอเจี๊ยบ The Clover Clinic

พญ.ศิริทิพย์ สุนทรัช

Medical Director of The Clover Clinic American Board Anti-Aging & Laser Surgery แพทย์ประสบการณ์เฉพาะทางด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย “ออกแบบความสวย ด้วยความใส่ใจ”